ประเทศไทยมีประชาชนที่พึ่งพารายได้จากการทำการเกษตรหรืออยู่ในครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 5.91 ล้านครัวเรือน แต่กลับพบว่าเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงที่ดินทำกินที่เป็นต้นทุนทรัพยากรสำคัญในการประกอบอาชีพ พูดง่าย ๆ คือ เกษตรกรไทยไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง จำนวนไม่น้อยต้องเช่าที่ดินทำกินโดยเฉพาะชาวนา ที่ต้องทำนาเช่า ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนค่าเช่า ยังไม่นับรวมกับต้นทุนปัจจัยการผลิตอื่น ๆ อีกทั้งในวันที่เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หากเป็นคนทั่วไป ก็จะสามารถเปลี่ยนที่ดินของตนเองให้เป็นทุนในการประกอบอาชีพ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่ดิน คงไม่สามารถใช้ทางเลือกนี้ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
การจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรสามารถมีที่ดินทำกินของตนเอง นับเป็นหนึ่งในความหวังที่จะทำให้เกษตรกรไทยมีโอกาสในการลืมตาอ้าปาก มีที่ดินที่มั่นคง ลดต้นทุนภาระค่าเช่า รวมทั้งยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม แต่ทว่าการจัดสรรที่ดินของรัฐให้ประชาชนก็มีหลายฉบับ มีหลายเงื่อนไข
จัดสรรที่ทำกิน เพิ่มโอกาส เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกร
ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการสร้างและขยายโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิในที่ดิน มีชีวิตที่มั่นคง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว โดยได้กำหนดให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบแปลงรวม โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นกลุ่ม หรือชุมชน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ คทช. กำหนดซึ่งได้กำหนดเป้าหมาย 71 จังหวัด 1,582 พื้นที่ รวมเนื้อที่ 5.9 ล้านไร่ ปัจจุบัน ได้มีการจัดสรรที่ดินให้คนเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินแล้ว 85,000 ราย และมีการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแล้วกว่า 312 พื้นที่ ใน 66 จังหวัด เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ และเกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกินให้มีที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน เพื่อสร้างรายได้ สร้างความมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
ก.พ. 67 เตรียมมอบที่ดินทำกินอีก 1.38 ล้านไร่
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโนยายที่ดินแห่งชาติ (ผอ.สคทช.) เปิดเผยแผนดำเนินงาน “โครงการมอบหนังสืออนุญาตที่ดินทำกินให้ประชาชน 1.38 ล้านไร่” ซึ่งจะมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อดำเนินการพัฒนาพื้นที่และส่งเสริมการประกอบอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ โดยมีพื้นที่เป้าหมายจำนวน 50 จังหวัด 212 พื้นที่ คิดเป็น 1,380,848 ไร่ โดยคาดว่าจะดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งอาจจะใช้โอกาสวันครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา 3 ปี ของ สคทช. ในช่วงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 โดยจะได้เชิญนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานในการมอบหนังสืออนุญาตฯต่อไป
ทั้งนี้ การมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น เป็นการมอบโอกาสการเข้าถึงในที่ดิ นและสิทธิประโยชน์ที่รัฐพึงจัดให้มีแก่ประชาชน สามารถประกอบอาชีพหรืออยู่อาศัยในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ตนเอง และครอบครัว ซึ่งจะทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความรู้สึกร่วมในการอนุรักษ์และหวงแหนในผืนดินอีกทั้ง ลดปัญหาการขยายพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และรักษาระบบนิเวศให้คงมีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป
50 จังหวัดพื้นที่เป้าหมายมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ฯ
ภาคเหนือ 8 จังหวัด 64 พื้นที่
o เชียงราย 8 พื้นที่
o เชียงใหม่ 7 พื้นที่
o น่าน 25 พื้นที่
o พะเยา 6 พื้นที่
o แพร่ 10 พื้นที่
o แม่ฮ่องสอน 6 พื้นที่
o ลำปาง 1 พื้นที่
o ลำพูน 1 พื้นที่
ภาคอีสาน 14 จังหวัด 42 พื้นที่
o กาฬสินธุ์ 5 พื้นที่
o ขอนแก่น 7 พื้นที่
o ชัยภูมิ 3 พื้นที่
o นครพนม 1 พื้นที่
o นครราชสีมา 3 พื้นที่
o บุรีรัมย์ 1 พื้นที่
o มหาสารคาม 4 พื้นที่
o มุกดาหาร 3 พื้นที่
o ร้อยเอ็ด 5 พื้นที่
o เลย 3 พื้นที่
o สกลนคร 3 พื้นที่
o ศรีสะเกษ 1 พื้นที่
o อุบลราชธานี 1 พื้นที่
o อำนาจเจริญ 2 พื้นที่
ภาคกลาง 17 จังหวัด 62 พื้นที่
o ชัยนาท 2 พื้นที่
o นครสวรรค์ 5 พื้นที่
o พิษณุโลก 12 พื้นที่
o สุโขทัย 4 พื้นที่
o สุพรรณบุรี 2 พื้นที่
o สระบุรี 3 พื้นที่
o อุทัยธานี 6 พื้นที่
o จันทบุรี 2 พื้นที่
o ฉะเชิงเทรา 1 พื้นที่
o ชลบุรี 1 พื้นที่
o ตราด 2 พื้นที่
o ปราจีนบุรี 1 พื้นที่
o กาญจนบุรี 2 พื้นที่
o ตาก 9 พื้นที่
o ประจวบคีรีขันธ์ 4 พื้นที่
o เพชรบุรี 5 พื้นที่
o ราชบุรี 1 พื้นที่
ภาคใต้ 11 จังหวัด 44 พื้นที่
o กระบี่ 3 พื้นที่
o ชุมพร 8 พื้นที่
o ตรัง 6 พื้นที่
o นครศรีธรรมราช 2 พื้นที่
o พังงา 1 พื้นที่
o พัทลุง 3 พื้นที่
o ภูเก็ต 2 พื้นที่
o ระนอง 3 พื้นที่
o สงขลา 6 พื้นที่
o สุราษฎร์ธานี 7 พื้นที่
o ยะลา 3 พื้นที่