หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต
1) สื่อมวลชนในประเทศ ที่จะขอมีบัตรประจำตัวสื่อมวลชนต้องมายื่นคำขอพร้อมหลักฐานและถ่ายภาพด้วยตนเองที่ส่วนกลาง ณ สำนักพัฒนาการประชาสัมพันธ์ ชั้น 6 ต่างจังหวัด ณ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด 2) จดหมายขอทำบัตรประจำตัวสื่อมวลชน (หัวกระดาษต้องมีตราสำนักงาน) 3) แบบฟอร์มการขอมีบัตรประจำตัวสื่อมวลชนของกรมประชาสัมพันธ์ 4) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรประจ าตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ 5) สำเนาหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการของหน่วยงานต้นสังกัด - สื่อสิ่งพิมพ์ ส ำเนำใบ พ.ร.บ.จดแจ้งกำรพิมพ์ จำนวน 1 ฉบับ - เคเบิ้ลทีวี/ทีวีดิจิตอล ส ำเนำใบอนุญำตประกอบกิจกำร ฯ จำก กสทช.จำนวน 1 ฉบับ 6. กำรยื่นคำขอทำบัตรครั้งแรก และต่ออายุบัตร ให้แนบหนังสือพิมพ์ นิตยสารเล่มปัจจุบันย้อนหลัง 3 ฉบับ/เล่ม 7. ผู้ขอมีบัตรประจำตัวสื่อมวลชนต้องมายื่นคำขอและถ่ายภาพด้วยตนเองส่วนกลางยื่นคำขอที่สำนักพัฒนาการประชำสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ ส่วนภูมิภาค ยื่นคำขอที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดทุกจังหวัด 8. ค่าธรรมเนียมในการทำบัตร จำนวนเงิน 50 บาท/บัตร 1 ใบ
1.) การขอมีบัตรประจำตัวอาสาสมัครประขาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อป.มช.) 1. เป็นไปตามระเบียบกรมประชาสัมพันธ์ ว่าด้วยการอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้าน (อปม.) พ.ศ. 2543 ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชุม (อป.มช.) พ.ศ. 2551 2. เป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งและมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กรมประชาสัมพันธ์กำหนด 3. ผ่านการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ในโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครประชาสัมพันธ์หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากกรมประชาสัมพันธ์ 4. ผู้มีคุณสมบัติต้องผ่านความเห็นชอบและรับรองจากสภาองค์การบริหารตำบลที่อาสาสมัครมีภูมิลำเนาอยู่ด้วย 5. ผู้มีอำนาจแต่งตั้งอาสาสมัครคืออธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้รับมอบหมาย 2.) การขอต่ออายุบัตรประจำตัวอาสาสมัครประขาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อป.มช.) อาสาสมัครประขาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อป.มช.) สามารถขอต่ออายุบัตรได้ ณ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ โดยใช้เอกสารดังนี้ - หนังสือขอต่ออายุบัตรจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด - รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป
กรมประชาสัมพันธ์ ให้บริการเพื่อเผยแพร่รายการทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แก่บุคคล หน่วยงานภาครัฐ หรือบริษัท ที่มีความประสงค์ขอรับบริการเพื่อเผยแพร่รายการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนด ดังต่อไปนี้ 1. ระเบียบกรมประชาสัมพันธ์ว่าด้วยการให้บริการประชาสัมพันธ์ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2560 2. ประกาศกรมประชาสัมพันธ์ เรื่อง กำหนดแบบคำขอและแบบสัญญา การใช้บริการประชาสัมพันธ์ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ ลงวันที่ 18 ธ.ค. 2560 3. ประกาศกรมประชาสัมพันธ์ เรื่อง กำหนดอัตราการให้บริการประชาสัมพันธ์ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ ลงวันที่ 18 ธ.ค. 2560 4. ประกาศกรมประชาสัมพันธ์ เรื่อง กำหนดเงื่อนไขการชำระค่าบริการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของรัฐ ลงวันที่ 18 ธ.ค. 2560 5. ประกาศกรมประชาสัมพันธ์ เรื่อง กำหนดเงื่อนไขการปรับลดหรือยกเว้นอัตราการให้บริการประชาสัมพันธ์ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ ลงวันที่ 18 ธ.ค. 2560
เริ่มแรก ข้อมูลที่ท่านต้องทำการตรวจสอบ คือ ท่านอยู่ในพื้นที่ให้บริการดิจิตอลทีวีหรือไม่ ระยะทางจากสถานที่รับชมโทรทัศน์ของท่าน ห่างจากสถานีส่งสัญญาณ NBT กี่กิโลเมตร สถานีโทรทัศน์ NBT ตั้งอยู่ในทิศทางใด ของจุดที่ท่านรับชม โดยท่านสามารถตรวจสอบด้วยตนเองได้ 3 ช่องทาง คือ ตรวจสอบผ่าน เครื่องคอมพิวเตอร์ ได้ที่เว็บไซต์ https://dttservicearea.nbtc.go.th/webapp ตรวจสอบผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการ iOS เข้าไปโหลดได้ที่ App Store ชื่อแอปพลิเคชั่น DTV Service Area หรือที่เว็บไซต์ https://apps.apple.com/jp/app/dtv-service-area/id906264193?l=en ตรวจสอบผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการ Android เข้าไปโหลดได้ที่ Google Play ชื่อแอปพลิเคชั่น DTV Service Area หรือที่เว็บไซต์ https://play.google.com/store/apps/details?id=esrith.nbtc.dtv
สรุปคำแนะนำเกี่ยวกับการขายฝากสำหรับผู้ขายฝากและผู้ซื้อฝาก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒
๑. การขายฝาก คือ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิในทรัพย์สินตกเป็นของผู้ซื้อทันทีที่จดทะเบียน โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์สินนั้นคืนได้ภายในเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี และไม่เกินสิบปี นับแต่วันที่จดทะเบียนขายฝาก ผู้ขายฝากจะไถ่คืนเมื่อใดก็ได้ ไม่ต้องรอจนครบกำหนดเวลาตามสัญญา แต่ถ้าไม่ใช้สิทธิไถ่คืนภายในกำหนดเวลา ย่อมหมดสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป กรรมสิทธิตกเป็นของผู้ซื้อฝากโดยเด็ดขาด (แต่ตกลงซื้อคืนได้) ซึ่งสินไถ่นั้น จะกำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากก็ได้ แต่คำนวณเป็นดอกเบี้ย นับแต่วันที่จดทะเบียนขายฝากจนถึงวันครบกําหนดเวลาไถ่แล้วต้องไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี
๒. ผู้ขายฝากยังคงมีสิทธิครอบครอง ใช้สอย และถือเอาประโยชน์จากทรัพย์สินที่ขายฝากได้จนถึงวันที่หมดสิทธิในการไถ่ โดยไม่ต้องชำระค่าตอบแทนให้แก่ผู้ซื้อฝาก ส่วนดอกผลที่งอกจากทรัพย์สินที่ขายฝากในระหว่างระยะเวลาขายฝาก ให้ตกเป็นของผู้ขายฝากด้วย
๓. สัญญาขายฝากซึ่งกำหนดเวลาไถ่ไว้ต่ำกว่าสิบปี หากผู้ขายฝากไม่อาจใช้สิทธิไถ่ภายในกำหนดเวลาได้ ควรตกลงกับผู้ซื้อฝากเพื่อขยายกำหนดเวลาไถ่ก่อนครบกำหนดเวลาไถ่ โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ซื้อฝาก และควรนำข้อตกลงนั้นมาจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยคู่สัญญาต้องมาดำเนินการด้วยกันทั้งสองฝ่าย พร้อมนำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ซื้อฝากที่ทำขึ้นก่อนสิ้นสุดกำหนดเวลาไถ่มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย
๔. หากผู้ขายฝากต้องการได้กรรมสิทธิคืน ต้องขอไถ่ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาขายฝากหรือ สัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ (ถ้ามี) โดยชำระสินไถ่ให้แก่ผู้ซื้อฝาก ถ้าผู้ขายฝากไม่อาจใช้สิทธิไถ่กับผู้ซื้อฝากได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดอันมิใช่ความผิดของผู้ขายฝาก ผู้ขายฝากมีสิทธิวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อ สำนักงานวางทรัพย์ หรือสำนักงานที่ดินจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียนขายฝาก ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันถึงกำหนดเวลาไถ่ หรือนับแต่วันที่เหตุอันทำให้ไม่อาจใช้สิทธิไถ่ดังกล่าวได้สิ้นสุดลง แล้วแต่กรณี
๕. ก่อนวันครบกําหนดเวลาได้ไม่น้อยกว่าสามเดือนแต่ไม่เกินหกเดือน ผู้ซื้อฝากมีหน้าที่แจ้งกำหนดเวลาไถ่ และจำนวนสินไถ่ พร้อมทั้งแนบสำเนาสัญญาขายฝาก หรือสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่จากขายฝาก (ถ้ามี) ไปยังผู้ขายฝาก โดยทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ที่ปรากฏในสัญญาขายฝาก หากผู้ซื้อฝากไม่ใช่ผู้ซื้อฝากเดิม ต้องแจ้งด้วยว่าจะต้องไถ่กับผู้ใดและต้องชำระสินไถ่ที่ใด หากไม่แจ้งตามวิธีการดังกล่าว ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ได้ภายในหกเดือนนับแต่วันครบกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝาก หรือสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ (ถ้ามี) โดยชำระสินไถ่ตามจํานวนที่กำหนดไว้ในสัญญาขายฝาก
๖. การจดทะเบียนไถ่จากขายฝากเป็นคนละส่วนกับการใช้สิทธิไถ่ การจดทะเบียนไถ่จากขายฝากจะทําเมื่อใดก็ได้ แต่การใช้สิทธิไถ่ต้องทำภายในกำหนดเวลาตามสัญญาขายฝาก หรือสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ (ถ้ามี) ด้วยวิธีการตาม ข้อ ๔. เมื่อใช้สิทธิไถ่แล้วควรมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยเร็ว
๗. เมื่อชำระสินไถ่แล้ว กรรมสิทธิในทรัพย์สินที่ขายฝากตกเป็นของผู้ขายฝากทันที ผู้ขายฝากนำหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งแสดงว่ามีการไถ่ถอนแล้วจากผู้ซื้อฝาก หรือหลักฐานการวางทรัพย์ พร้อมหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาขอจดทะเบียนไถ่จากขายฝากต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ในกรณีที่ผู้ขายฝากวางทรัพย์แล้ว ไม่ได้หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมา ให้นำหลักฐานการวางทรัพย์มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อหมายเหตุไว้ ในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับสำนักงานที่ดิน และลงบัญชีอายัดให้ทราบถึงการวางทรัพย์ เพื่อป้องกันมิให้ ผู้ซื้อฝากทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป
๘. หากผู้ซื้อฝากไม่ได้แจ้งไปยังผู้ขายฝากตาม ข้อ ๕. แต่ผู้ขายฝากดำเนินการไถ่ภายในหกเดือน นับแต่วันครบกำหนดไถ่ที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝากหรือหนังสือสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ ให้ผู้ซื้อฝากทำหลักฐานเป็นหนังสือ ว่ามีการไถ่ถอนแล้ว โดยระบุให้ได้ใจความว่า “ผู้ซื้อฝากได้รับเงินค่าไถ่จากขายฝากครบถ้วนและถูกต้องแล้วแต่ วันที่ เดือน..... พ.ศ. ... ยินยอมให้มีการไถ่ถอนได้” พร้อมทั้งรับรองว่าผู้ซื้อฝากมิได้มีหนังสือแจ้งผู้ขายฝากทราบ เกี่ยวกับกําหนดเวลาไถ่และจํานวนสินไถ่ ที่มา Facebook กรมที่ดิน